บทความที่2.2

posted on 25 Apr 2007 22:18 by destiny-dream  in Article

มาอัพต่อจากครั้งที่แล้วนะคะ

เป็นบทความจากเรื่องเซรีญาเช่นเดียวกันค่ะ

ในคืนหนึ่งที่คนสูญหาย ขอให้ตริตรองในสิ่งที่รู้า ให้ท่านสนใจสิ่งที่ท่าน
เห็นและได้ยินมากกว่าสิ่งที่ท่านคิดจะคว้าเอามา

ถ้าหากท่านไม่คิดสิ่งใดเลย ท่านจะไม่ค้นพบสิ่งใดเลยเช่นกัน และทั้งหมด
ที่เกิดชึ้นนี้จะเป็นการสูญเปล่า

ถ้าหากมนุษย์มีดีอะไรกว่าแพะภูเขาตัวหนึ่งบ้าง ก็คงเป็นช่วงชีวิตซึ่งยาวนานกว่า
เมื่อมีชีวิตยาวนานกว่า ย่อมวิ่งได้นานกว่า และเมื่อวิ่งได้นานกว่า ก็จะมีเวลา
เรียนรู้มากกว่า บางทีคนบางคนอาจจะไม่เคยใช้โอกาสนี้เลย ไม่เรียนรู้
และยังคงวิ่งไล่ตามความฝันต่อไป แต่บางคนก็ได้รู้ในสิ่งที่ควรรู้และสอนเรื่องนี้
แก่คนรอบข้างด้วการกระทำของท่านเอง

ความตายคือความจริง เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นและต้องมาถึง มันจะต้องเจ็บปวด
เพียงแต่ถ้าหากมีชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง ไม่มัวแต่หลงเมาอยู่ในความฝัน
และเฝ้าแต่คิดว่าความจริงจะไม่มีวันมาถึง ความตายนั้นก็ไม่น่ากลัว
วิธีเดียวที่จะมีชีวิตอยู่อย่างถูกต้องคือการรู้ว่าเราไม่ได้วิ่งคนเดียว
และสิ่งที่ควรทำไม่ใช่การเที่ยวทำลายผู้วิ่งอยู่ร่วมกัน แต่เป็นการให้ความเมตตาแก่เขา

นี่คือความตาย และนี่คือความฝัน ความจริงและสิ่งหลอกลวง ความจริงเป็น
ธรรมดาที่ย่อมเจ็บปวดอย่างยิ่ง หากแต่เพียงยอมรับและทำความเข้าใจได้
ย่อมเห็นแจ้งในชีวิต ส่งนสิ่งหลอกลวงมีหลากหลายสีสันงดงาม แต่ไม่อาจเป็นจริงได้ชั่วกาลนาน

เขาเสียสละด้วยความกล้าหาญ เขาไม่กลัวการสูญเสีย ดังนั้นเขาจึงไม่สูญเสีย

นี่เองคือการสูญเสียและการเสียสละ ทั้งสองสิ่งนี้เป็นเหรียญสองหน้าแก่กันและกัน
เห็นอย่างหนึ่งก็ต้องเห็นอีกอย่างหนึ่ง ทว่าทั้งสองสิ่งนั้นไม่ใช่ของอย่างเดียวกัน
การเสียสละไม่เคยมองเห็นการสูญเสีย เหตุนี้การสูญเสียจึงไม่เกิดขึ้นแก่ผู้ที่ยินยอมพร้อมใจจะเสียสละอย่างแท้จริงมาก่อน เขามอบสิ่งหนึ่งให้ไป สิ่งอื่นๆร้อยสิ่งเามาแทนที่
อาจจะไม่ใช่สิ่งที่หายไปเสียทีเดียว และอาจจะมาในเส้นทางที่ไม่มีใครคาดเดาได้
แต่มันจะมา และผู้เสียสละจะได้สิ่งของของเขากลับคืน

กาลเวลาย่อมมีส่วนในการเปลี่ยนแปลง แต่ทิศทางของการเปลี่ยนแปลงนั้น
เป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ การเปลี่ยนแปลงย่อมชนะทุกสิ่งเสมอ และไม่มีอะไรที่จะไม่
เปลี่ยนแปลงไปได้เลย แม้กระทั่งตัวตนของเราเอง แต่ระหว่างเรากับการเปลี่ยนแปลง
ย่อมมีส่วนสัมพันธ์แก่กัน เมื่อการเปลี่ยนแปลงทำให้เราได้พบความมืดดำที่สุดของตนเอง
เราก็เป็นผู้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและทำให้คนไม่ออกไปสู้รบโดยเปล่าประโยชน์

กาลเวลาคือความหมายของการเปลี่ยนที่ไม่ควบคุม เพราะมันไหลไปและไม่สนใจจะกลับมาอีก ดังนั้น มนุษย์จึงต้องก้มศีรษะลงและยอมให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เพี่ยงแต่แท้ที่จริงแล้ว มนุษย์เองยังคงมีมือทั้งสองและสติปัญญาของเขาอยู่ ด้วยเหตุนี้ ในขอบเขตหนึ่ง
ซึ่งสวรรค์และเทพเจ้าอนุญาติอยู่เสมอ มนุษย์ก็อาจเปลี่ยนทิศทางของการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดแก่ตัวเขาและทุกๆคนที่เขารักได้